Short Note บทความ

สรุปชีววิทยา – วิวัฒนาการ

ShortNote Evolution

ความหมายของวิวัฒนาการ  

วิวัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของสิ่งมีชีวิตในแต่ละรุ่น เพื่อให้รุ่นต่อๆ ไปสามารถดำรงชีวิต อยู่รอดต่อไปได้ โดยอาศัยระยะเวลาอันยาวนาน

*Note*
วิวัฒนาการมีความหมายทั้งกว้างและแคบ คือ

  • ระดับจุลภาค (Microevolution) ที่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมในระดับสปีชีส์เดี่ยวกัน ก่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม
  • ระดับมหาภาค (Macroevolution) ที่พิจารณาการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมมากจนเกิดเป็นสปีชีส์ใหม่ ก่อให้เกิดความหลากหลายในจำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิต

หลักฐานที่แสดงถึงวิวัฒนาการ

1. ซากดึกดำบรรพ์ (Fossil)

  • ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการ
  • พบได้ในหินชั้นหรือหินตะกอน
  • ซากยิ่งอยู่ลึกยิ่งโบราณ
  • ซากชั้นบนๆ จะมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันมากกว่าชั้นล่างๆ
  • นักชีววิทยาคำนวณอายุของซากดึกดำบรรพ์ได้จากอายุของชั้นหิน
  • ปัญหาของซากดึกดำบรรพ์ คือ มักจะได้ข้อมูลไม่สมบูรณ์

2. หลักฐานจากกายวิภาคเปรียบเทียบ
คือ การเปรียบเทียบโครงสร้างอวัยวะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน จนทราบถึงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แบ่งออกเป็น

  • Analogous Structer คือ โครงสร้างที่มีองค์ประกอบต่างกัน แต่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น ปีกนกกับปีกแมลง
  • Homologous Structer คือ โครงสร้างที่มีองค์ประกอบเหมือนกัน แต่หน้าที่ต่างกัน เช่นแขนคนกับขาแมว

3. หลักฐานจากคัพภวิทยาเปรียบเทียบ
หรือ การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ คือ ทฤษฎีจากการดูหลักฐานการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ เรียกว่า ทฤษฎีการย้อนซ้ำลักษณะ (Theory of Recapitulation) ซึ่งกล่าวว่า การเจริญเติบโตของสัตว์จากระยะตัวอ่อนจนถึงขั้นตัวเต็มวัยจะเป็นการย้อนรอยหรือแสดงลักษณะที่เหมือนกับการวิวัฒนาการของบรรพบุรุษ

4. หลักฐานระดับโมเลกุล
เนื่องจากความต่างของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมีความเกี่ยวข้องกับลำดับของเบสดีเอ็นเอ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมซึ่ง ใช้บ่งชี้ถึงความใกล้ชิดกันทางวิวัฒนาการ ถ้ามีความใกล้ชิดกันก็จะมีความเหมือนกันของดีเอ็นเออยู่ นอกจากนี้ยังอาจใช้โปรตีนที่เป็นผลิตภัณฑ์จากรหัสของดีเอ็นเอมาศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความต่างของยีนในสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน

5. หลักฐานทางชีวภูมิศาสตร์
สัตว์ที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกับสัตว์ที่อยู่บนเกาะในละแวกใกล้เคียง ส่วนสัตว์ที่อยู่บนเกาะเดี่ยว หรือบริเวณที่ถูกแยกโดยสิ่งกีดขวางทางภูมิศาสตร์จะมีความแตกต่างกัน นั่นจึงทำให้เกิดการกระจายพันธุ์พืชและสัตว์ออกไปได้หลากหลายสปีชีส์ตามที่ต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

1. แนวคิดของฌอง-แบบติสต์ ลามาร์ก
นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เสนอไว้ 2 กฎ
1.1 กฎการใช้และไม่ใช้

  • อวัยวะที่มีการใช้งานมากในการดำรงชีพจะแข็งแรงและมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็จะอ่อนแอและเสื่อมไป
  • ได้รับการพิสูจน์แล้ว

1.2 กฎการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่

  • การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกฎการใช้และไม่ใช้จะคงอยู่ได้ และสิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอดลักษณะใหม่นี้ไปสู่ลูกหลานได้
  • พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากทฤษฎีของลามาร์กไปเน้นว่าการถ่ายทอดนี้เกิดจากการฝึกปรือ ซึ่งในความเป็นจริงการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์แล้วจึงจะสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้

2. แนวคิดของชาร์ลส์ ดาร์วิน
นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปกับเรือ Beagle สำรวจอเมริกาใต้ และหมู่เกาะกาลาปากอส จนได้พบนกฟินซ์ที่มีขนาดและรูปร่างของจะงอยปากต่างกันตามอาหารที่กิน (ตามสภาพอาหารของเกาะนั้นๆ) เขาจึงเสนอ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

  • สิ่งมีชีวิตจะถูกคัดเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
  • ตัวที่มีลักษณะไม่เหมาะสมจะไม่สามารถอยู่รอดได้
  • ทำให้เกิดการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตจนเกิดเป็นสปีชีส์ใหม่

พันธุศาสตร์ประชากร

ประชากร หมายถึง กลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดเดียวกันอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันในช่วงเวลาหนึ่ง

ประชากรในเชิงวิวัฒนาการ หมายถึง สมาชิกในประชากรของสิ่งมีชีวิตสามารถผสมพันธุ์ระหว่างกันได้และให้ลูกที่ไม่เป็นหมัน

Gene Pool หมายถึง ยีนทั้งหมดที่มีอยู่ในประชากรในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยแอลลีล (Allele) ทุกแอลลีลจากทุกยีนของสมาชิก

พันธุศาสตร์ประชากร คือ การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายและการเปลี่ยนแปลงของความถี่ของแอลลีลในประชากร

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีล

1. การเปลี่ยนแปลงความถี่ยีนแบบไม่เจาะจง
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นแบบสุ่มและไม่มีทิศทาง ทำให้ประชากรมีจำนวนสมาชิกน้อยลงอย่างฉับพลันโดยเหตุบังเอิญ หรือภัยธรรมชาติ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีลในยีนพูลเป็นอย่างมาก สามารถพบได้ 2 รูปแบบ คือ

  1. ผลกระทบจากผู้ก่อตั้ง (Founder Effect)
    การเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีลที่เกิดขึ้นกับประชากรที่มีขนาดเล็ก อันเป็นผลจากการอพยพ หรือแยกตัวออกมาจากประชากรขนาดใหญ่ เมื่อแยกแล้วสามารถแพร่พันธุ์กลายเป็นประชากรกลุ่มใหม่อย่างรวดเร็ว โดยประชากรกลุ่มใหม่จะมีความถี่ของยีนแตกต่างจากประชากรดั้งเดิมอย่างชัดเจน
  2. ปรากฏการณ์คอขวด (Botteneck Effect)
    เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับประชากรขนาดใหญ่ซึ่งมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมาก โดยจำนวนประชากรจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น เกิดภัยธรรมชาติ หรือเกิดโรคระบาด
    ประชากรที่อยู่รอดจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีขนาดเล็กลงทำให้แอลลีลบางอย่างเพิ่มขึ้น, ลดลง หรือหายไปจากยีนพูลก่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ลดลง

2. การถ่ายเทเคลื่อนย้ายยีน
คือการแลกเปลี่ยนยีนระหว่างประชากร โดยการผสมพันธุ์ข้ามประชากร เนื่องจากการอพยพระหว่างกลุ่ม ทำให้ประชากร 2 ประชากรมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น และอาจกลายเป็นกลุ่มเดียวกันได้เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ประชากรใหม่จึงเกิดความหลากหลายเนื่องจากการรวมตัวกันของ 2 ประชากร

  • อพยพเข้า = นำยีนใหม่เข้ามาในกลุ่ม
  • อพยพออก = นำยีนเก่าออกไปนอกกลุ่ม

3. การเลือกคู่ผสมพันธุ์
สิ่งมีชีวิตส่วนมากมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ แบ่งออกได้ดังนี้

  • การผสมพันธุ์แบบสุ่ม
    เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นเป็นส่วนมาก การผสมพันธุ์แบบนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความถี่ยีนน้อย
  • การผสมพันธุ์ไม่เป็นแบบสุ่ม
    มีการจับคู่ตามคุณสมบัติและลักษณะทางฟีโนไทป์ ถ้าผสมพันธุ์ในสายพันธุ์เดียวกันเรียกว่า Inbreeding จะมีผลทำให้ความถี่ของยีนหรือความถี่ของจีโนไทป์เปลี่ยนแปลงไป

4. การผ่าเหล่า
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นการเปลี่ยนแปลงของยีนที่ทำให้ผิดไปจากเดิม โดยมากเป็นลักษณะที่ไม่ดีและไม่เหมาะต่อสภาพแวดล้อมจนถูกธรรมชาติคัดทิ้งไป
การผ่าเหล่าสามารถเกิดได้ทั้งเซลล์ร่างกายและเซลล์สืบพันธุ์แต่การเกิดขึ้นที่เซลล์สืบพันธุ์จะมีผลต่อการวิวัฒนาการอย่างมาก เพราะสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆไปได้

5. การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ประชากรในธรรมชาติมีความแตกต่างแปรผันทางพันธุกรรมอย่างมาก การคัดเลือกโดยธรรมชาติจะส่งผลให้ความถี่ยีนที่ควบคุมลักษณะที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้ ส่วนลักษณะที่ไม่เหมาะสมก็จะสูญสิ้นไปเองตามธรรมชาติ

การที่สิ่งมีชีวิตมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายๆ ลักษณะ จะมีเพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นและอยู่รอดได้ มีการสืบพันธุ์ลูกหลานต่อมา

ทฤษฏีของฮาร์ดี – ไวน์เบิร์ก

มีใจความสำคัญว่า “ความถี่ของแอลลีลและความถี่ของจีโนไทป์ในยีนพูลของประชากรจะมีค่าคงที่เสมอ ไม่ว่าจะมีการสืบพันธุ์ต่อเนื่องไปกี่รุ่นก็ตาม หากประชากรนั้นยังคงอยู่ภายใต้ภาวะการณ์เงื่อนไขจำกัด” ความถี่ของยีนที่อยู่ในสภาวะสมดุลเช่นนี้เรียกว่า Hardy – Weinbery Equilibrium หรือ HWE

ภาวะการณ์เงื่อนไขจำกัด มีดังนี้

  1. ประชากรมีขนาดใหญ่
  2. มีการผสมพันธุ์แบบสุ่ม
  3. ไม่มีการอพยพ
  4. ไม่มีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
  5. ไม่มีมิวเทชั่น

ข้อสังเกตตามทฤษฏีของฮาร์ดี ไวน์เบิร์ก

  1. ภาวะการณ์เงื่อนไขจำกัดทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
  2. มักจะนำไปใช้ประโยชน์ในการคาดคะเนหาความถี่ของยีนและความถี่ของจีโนไทป์ของประชากร เช่น ใช้คะเนจำนวน ประชากรที่เป็นพาหะของยีนที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ

การหาความถี่ของแอลลีลและความถี่ของจีโนไทป์ในประชากร

ความถี่ของจีโนไทป์ คือ ปริมาณจีโนไทป์ชนิดต่างๆ เมื่อคิดเป็นสัดส่วน หรือร้อยละต่อปริมาณจีโนไทป์ทั้งหมดของยีนในตำแหน่งเดียวกันในประชากร เช่น

ประชากรกระต่ายมีทั้งหมด 500 ตัว ถูกควบคุมโดยยีน 2 แอลลีล คือ Y ควบคุมลักษณะขนสีขาว และ y ควบคุมลักษณะขนสีส้ม จะมีจีโนไทป์ดังนี้
YY = 270 ตัว
Yy = 190 ตัว
yy = 40 ตัว

ความถี่ของแอลลีล คือ ปริมาณของแอลลีลชนิดต่างๆ เมื่อคิดเป็นสัดส่วน หรือร้อยละต่อจำนวนแอลลีลทั้งหมดของยีนตำแหน่งเดียวกันในประชากร ถ้าทราบปริมาณของจีโนไทป์ชนิดต่างๆ ในประชากรก็สามารถคำนวณหาความถี่ของแอลลีลแต่ละชนิดได้

จากตัวอย่างกระต่าย สามารถคำนวณหาค่าความถี่ของแอลลีล Y และ y ได้ดังนี้

ดังนั้น
ประชากรกระต่าย 500 ตัวนี้ จะมี…
ความถี่ของแอลลีล Y = 0.73
ความถี่ของแอลลีล y = 0.27

ภาวะสมดุลของฮาร์ดี – ไวน์เบิร์ก (HWE)

คือ ทฤษฎีที่มีใจความหลักว่า “ความถี่ของแอลลีล และจีโนไทป์ในยีนพูลของประชากรจะมีค่าคงที่ในทุกๆรุ่น ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง” จะสามารถใช้สูตรได้ดังนี้
p + q =1
p = ความถี่ของแอลลีลเด่น
q = ความถี่ของแอลลีลด้อย

เมื่อนำมายกกำลังสองจะได้สูตร p2 + 2pq + q2 = 1
P2 = ความถี่ของจีโนไทป์ที่เป็นเด่นพันธุ์แท้
2pq = ความถี่จีโนไทน์ที่เป็นเด่นพันธุ์ทาง
q2 = ความถี่จีโนไทน์ที่เป็นด้อยพันธุ์แท้

สปีชีส์

สปีชีส์ (Species) หมายถึง กลุ่มหรือประชากรของสิ่งมีชีวิตที่มีกลุ่มยีน (Gene Pool) ร่วมกัน โดยที่สมาชิกของประชากรนั้นสามารถถ่ายทอดยีนหรือทำให้เกิดยีนโฟลว์ระหว่างกันและกันได้ สิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกันจะต้องผสมพันธุ์กันได้และมีลูกด้วยกันได้ แบ่งเป็น

  • สปีชีส์ทางด้านสัณฐานวิทยา (Morphological Species)
    หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างภายนอกเหมือนกันหรือต่างกัน ในลักษณะทางสัณฐานและโครงสร้างทางกายวิภาค
  • สปีชีส์ทางชีววิทยา (Biologocal Species)
    หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถผสมพันธุ์กันได้ในธรรมชาติและให้กำเนิดลูกที่ไม่เป็นหมัน แต่หากต่างสปีชีส์กันก็อาจให้กำเนิดลูกได้แต่ลูกที่ออกมาจะเป็นหมัน

กลไกการแยกกันทางการสืบพันธุ์ คือ กลไกที่สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการผสมพันธุ์ระหว่างสปีชีส์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. กลไกการแยกกันทางการสืบพันธุ์ก่อนระยะไซโกต (Prezygotic Isolation Mechanism)
    คือ กลไกที่ป้องกันไม่ให้เซลล์สืบพันธุ์ของต่างสปีชีส์มารวมกันได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์, สรีรวิทยาของเซลล์สืบพันธุ์, พฤติกรรมการผสมพันธุ์, ช่วงเวลาในการผสมพันธุ์ และถิ่นที่อยู่อาศัย
  2. กลไกการแยกกันทางการสืบพันธุ์หลังระยะไซโกต (Postzygotic Isolation Mechanism)
    เมื่อกลไกแรกล้มเหลว หรือมีการปฏิสนธิแล้ว กลไกนี้จะป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย หรือสืบพันธุ์ต่อไปได้ เนื่องจากลูกผสมนี้มีองค์ประกอบของยีนหรือจีโนมที่ได้มาจากสปีชีส์หนึ่งไม่สมดุล หรือไม่สอดคล้องกับจีโนมที่ได้รับจากอีกสปีชีส์หนึ่ง ทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ลูกผสมล้มเหลว ไม่เป็นหมันแต่รุ่นหลานเป็น, ลูกผสมตายก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และ ลูกผสมเป็นหมัน

การเกิดสปีชีส์ใหม่ (Speciation) คือ การวิวัฒนาการระดับมหาภาค โดยเกิดจากประชากรสปีชีส์เดียวกันมีการแยกโครงสร้างทางพันธุกรรมออกจากกัน และต่างกันจนเป็น 2 สปีชีส์ แบ่งการเกิดได้ 2 แบบ

  1. วิวัฒนาการสายตรง เป็นการเปลี่ยนแปลงจากประชากรหนึ่งโดยมีการวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปจนกลายเป็นประชากรใหม่แทนที่ประชากรรุ่นเดิม และมีความแตกต่างจากประชากรเดิมอย่างชัดเจน
  2. การแยกแขนงสปีชีส์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชากรหนึ่งที่อาจเติบโต และแตกแยกออกเป็นประชากรย่อยๆ โดยที่ในแต่ละประชากรย่อยเหล่านั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งแบ่งออกเป็นยีนพูลที่ต่างกันออกไป แบ่งออกเป็น
    การแยกตามสภาพภูมิศาสตร์ เกิดจากประชากรถูกแบ่งแยกเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางภูมิศาสตร์
    การแยกภายในเขตภูมิศาสตร์เดียวกัน หรือโพลีพลอยดี ซึ่งเป็นผลที่เกิดมาจากความผิดปกติของกระบวนการแบ่งเซลล์

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

พืช

  • สันนิษฐานว่ามาจากบรรพบุรุษที่เป็นแอลจีสีเขียว ซึ่งมีชีวิตเมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว มีเหตุผลสนับสนุน ดังนี้
    + มีกระบวนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ในระยะที่มีการสร้าง Cell Plate คล้ายกัน
    + มีอาหารสะสมในเซลล์เป็นพวกแป้ง
    + ผนังเซลล์เป็นสารประกอบพวกเซลลูโลส
    + มีคลอโรพลาสต์ที่มีรงควัตถุจำพวกคลอโรฟิลล์เอและบี และยังมีแคโรทีนอยด์, แคโรทีน และแซนโทฟิลล์
  • พืชที่มีเนื้อเยื่อลำเลียงพวกแรกเกิดขึ้นประมาณ 425 ล้านปี
    + ไม่มีรากและใบที่แท้จริง มีแต่ลำต้นที่หยั่งลงดิน
    + ลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินทำหน้าที่สังเคราะห์แสง
    + คลอโรฟิลล์เป็นชนิดเดียวกับที่พบในสาหร่ายเขียว จึงเชื่อว่าพืชบกมีวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายสีเขียว โดยเริ่มแรกอยู่ตามชายฝั่งทะเลแล้วค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก
  • พืชที่ไม่มีเนื้อเยื่อลำเลียง
    + เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อประมาณ 400 ล้านปีที่แล้ว
    + ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มในบริเวณชื้นแฉะ

สัตว์

  • สันนิฐานว่าสัตว์หลายเซลล์ แรกเริ่มมีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
    + สัตว์หลายเซลล์พวกแรกปรากฏในทะเลเมื่อประมาณ 600 ล้านปีมาแล้ว
    + เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกฟองน้ำ แมงกะพรุน หอยปากเป็ด หนอนที่มีลำตัวเป็นปล้อง และปะการัง
  • สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่พบอายุประมาณ 500 ล้านปี
    + เป็นปลาไม่มีกระดูกขากรรไกร
    + มีวิวัฒนาการไปหลายสายพันธุ์
    + ในเวลาต่อมาสภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยน น้ำเริ่มแห้งจึงทำให้มีการปรับตัวให้อยู่บนบกได้บ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งส่งผลให้สัตว์ครึ่งบกขึ้งน้ำมา
    + สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำก็วิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน
    + จากการศึกษาซากบรรพบุรุษนก พบว่ามีฟันและหางที่คล้ายคลึงกับลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน
    + สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็วิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน

มนุษย์

  • เริ่มปรากฏขึ้นในช่วงปลายสมัยไมโอซีน
  • บรรพบุรุษที่มีความคล้ายมนุษย์มากที่สุด คือ Australopithecus เป็นลิงวานรที่คล้ายลิงและคล้ายมนุษย์มีสมองขนาด 450-750 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

จีนัส โฮโม(Genus Homo)

  • มีวิวัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว
  • จีนัสที่อายุมากที่สุด คือ โฮโม แฮบิลิส (Homo Habilis) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ มีขนาดสมองประมาณ 680-800 ลูกบาศก์เซนติเมตร สูงประมาณ 1.5 เมตร มีกระดูกนิ้วมือคล้ายมนุษย์ปัจจุบันมาก ประดิษฐ์เครื่องมือหินกะเทาะไว้ใช้งาน อาจใช้ไม้, กระดูก หรือเขาสัตว์เป็นเครื่องมือด้วย อาจเป็นพวกแรกที่รู้จักการประดิษฐ์ขวาน สิ่ว มีดจากหิน

โฮโม อิเรกตัส (Homo Erectus)

  • มีอายุประมาณ 1.8 ล้านปีถึง 500,000 ปีที่ผ่านมา
  • เป็นมนุษย์ยุคแรกเริ่มที่อพยพมาจากแอฟริกาไปยังเอเชียและยุโรป มีขนาดสมองประมาณ 750-1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร สูงประมาณ 1.6-1.8 เมตร เดินตัวตรงเหมือนมนุษย์มากขึ้นใช้ขวานหินไม่มีด้าม อาศัยอยู่ในถ้ำ รู้จักการใช้ไฟ
  • พบซากดึกดำบรรพ์ในแถบเอเชีย รวมทั้งหมู่เกะอินโดนีเซีย ซากที่พบในหมู่เกาะชวา เรียกว่า “มนุษย์ชวา” ซากที่พบในปักกิ่ง เรียก “มนุษย์ปักกิ่ง” คาดว่ามีสังคม วัฒนธรรมและภาษา
  • โฮโม อิเรกตัสในแอฟริกาเป็นบรรพบุรุษของโฮโม เซเปี้ยน (Homo Sapiens) หรือมนุษย์ปัจจุบัน
    สมมติฐานเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ มี 2 แนวทางคือ
    สมมติฐานที่ 1 เชื่อกันว่ามนุษย์ปัจจุบันที่อยู่ในต่างทวีปนั้นมีวิวัฒนาการมาจากโฮโม อิเรกตัสที่แพร่กระจายจากแอฟริกาไปอยู่ตามที่ต่างๆ แล้วจึงวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ปัจจุบัน
    สมมติฐานที่ 2 เชื่อว่ามนุษย์ปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาจากโฮโม อิเรกตัสในแอฟริกาจากนั้นก็แพร่กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกแต่สูญพันธุ์หมดเหลือเพียงกลุ่มในแอฟริกาที่วิวัฒนาการต่อเนื่องแล้วจึงแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยไม่มีการผสมทางเผ่าพันธุ์กับมนุษย์ในที่อื่นเลย

ร้านหนังสือออนไลน์

Hui Hui's Box

avatar